ลูกของตากับยายที่ติดไวรัสโควิด-19 ร่ำไห้ขอโทษสังคม

     หากยังคงจำกันได้ก็รณีที่มีชายสูงวัยพร้อมกับภรรยาได้เดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19กลับมาซึ่งทั้งสองท่านไม่ยอมกับตัวอยู่ในบ้านส่งผลให้มีคนหลายคนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปด้วยเป็นจำนวนมากโดยหนึ่งในนั้นที่ตรวจสอบพบว่ามีการติดเชื้อไวรัสก็คือหลานของตากับยายนั่นเองซึ่งปัญหาดังกล่าวเมื่อตากับยายไปถึงโรงพยาบาลแล้วไม่ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าไปที่ประเทศที่มีกลุ่มเสียงมาก็ส่งผลให้พยาบาลและแพทย์ที่เข้ามารักษาตากับยาย

ในตอนแรกกลายเป็นคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะทำให้ติดเชื้อไวรัสได้และหลานของตากับยายเองที่ติดเชื้อไวรัสมาจากตากับยายก็ไปโรงเรียนส่งผลให้โรงเรียนต้องปิดเพื่อทำความสะอาดและนำเด็กนักเรียนไปตรวจสอบหาไวรัส ซึ่งวันนี้ทำให้หลายคนออกมาต่อว่าตากับยายถึงการกระทำที่ไม่ถูกต้องที่มีการปกปิดเรื่องของประเทศ

ที่มีกลุ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสทำให้หลายคนได้รับผลกระทบซึ่งวันนี้เองทางนักข่าวก็ได้เชิญคนในครอบครัวของตายายเพื่อให้ได้ชี้ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น     ว่าอันที่จริงแล้วตากับยายไม่ได้อยากปกปิดเพียงแต่ว่าเมื่อช่วงที่กลับมาจากญี่ปุ่นในช่วงแรกๆนั้นตากับยายยังไม่มีอาการป่วยจึงไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นการป่วยธรรมดาหรือไม่จึงได้ไปทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแต่ขอยืนยันได้ว่าระหว่างที่กลับมาจากญี่ปุ่นและก่อนจะมีอาการป่วยนั้น

ตากับยายไม่ได้เดินทางออกไปไหนเลยอยู่เพียงในบ้านเท่านั้นจริงสัมผัสกับหลานและลูกชายซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หลังติดเชื้อและเมื่อตารู้สึกไม่สบายจึงได้เดินทางไปหาหมอซึ่งไปถึงครั้งแรกหมอไม่ได้ถามเกี่ยวกับการไปประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงตาจึงไม่ได้บอกหมอแต่เมื่อวันรุ่งขึ้นหมอบอกต้องนอนที่โรงพยาบาลตาจึงตัดสินใจบอกหมอว่าไปประเทศญี่ปุ่นมา

ซึ่งช่วงเวลานี้เองที่เป็นรอยต่อที่หลายคนมองว่าตากับยายปกปิดข้อมูลแต่จริงๆแล้วไม่ใช่เพียงแต่ว่าที่โรงพยาบาลไม่ได้ถามจริงไม่ได้บอกแล้วโรงพยาบาลค่อยมาถามวันรุ่งขึ้นซึ่งตากับยายก็ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นจึงได้ตัดสินใจบอกหมอที่โรงพยาบาลไปซึ่งเรื่องนี้ตากับยายและทุกคนในครอบครัวรู้สึกเสียใจมากจึงอยากออกมาขอโทษทุกคนในสังคมเพราะที่จริงแล้วไม่ต้องการปกปิดเพียงแต่ไม่ทราบว่าการเจ็บป่วยในครั้งนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19    

อัดคลิปรายการท้าผี

ข่าวคลิปยูทูบเบอร์เอาเบียร์เคาะหลุมศพอาม่าของ เบ็น อาปาเช่

           จากกรณีที่ เบ๊น อาปาเช่ ออกมาโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวแสดงความไม่พอใจที่มียูทูบเบอร์รายหนึ่งอัดคลิปรายการท้าผี โดยเข้าไปบันทึกภาพที่ป่าช้าของคนจีนแล้วไปนั่งดื่มเบียร์ที่สุสานคนจีนรายหนึ่ง พร้อมทั้งเอาขวดเบียร์เคาะเรียกให้ผีออกมากินบเบียร์ด้วยกัน ซึ่งทาง เบ๊น อาปาเช่ ระบุว่าตนเองได้คลิปนี้มาจากแฟนคลับส่งมาให้ พอได้ดูก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจมาก ที่สำคัญสุสานที่ยูทูบเบอร์รายนั้นนั่งเคาะเรียกผีเป็นสุสานของอาม่าของตนเอง  ซึ่งทาง เบ๊น อาปาเช่ ระบุว่าการที่ทางยูทูบเบอร์คนนั้น มาอัดคลิปทำรายการแบบนี้เหมือนเป็นการไม่เคารพผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าจะอาม่าของตนเองหรือของครอบครัวอื่น เพราะบรรพบุรุษของใคร ใครก็รัก ซึ่งเคาะเรียกผีดังกล่าวได้มีการถ่ายทอดลงยูทูบด้วย 

           สำหรับ เบ๊น อาปาเช่ หลายคนคนยังจำกันได้ เพราะเขาเองก็เป็นยูทูบเบอร์ ที่โด่งดังมากในปี  พ.ศ.2560 โดยคลิปของ เบ๊น อาปาเช่ จะถ่ายกับอาม่า จับอาม่ามาแต่งตัวและทำคลิปแกล้งอาม่า ซึ่งอาม่าเป็นที่รักของชาวโซเชียวเป็นอย่างมากและได้เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2560

         หลังจากที่มีข่าวออกมา ทางเจ้าของยูทูบเอาขวดเบียร์เคาะหลุมศพ ได้ออกมาลบโพสต์ออกและคลิปก็ได้ปิดการมองเห็นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งส่งข้อความถึงเบ๊น อาปาเช่ เพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษ เบ๊น อาปาเช่แล้วซึ่งทางยูทูบเบอร์คนนั้น ยังบอกด้วยว่าตอนนี้ มีพิมพ์เข้ามาขู่มากมาย และขอร้องให้ยกโทษให้เพราะตอนนี้รู้สึกเสียใจกับการกระทำที่ได้ทำไปมาก

          เกี่ยวกับข่าวนี้ อย่างที่ เบ๊น อาปาเช่ กล่าวไว้ว่าบรรพบุรุษของใครเขาก็รักและเคารพของเขา อย่าเล่นมากจนล้ำเส้นไปดูถูกบรรพบุรุษของคนอื่น  ทุกคนเข้าใจว่าคนเราต้องพยายามหาอะไรทำให้คนอื่นๆสนใจเพื่อเรียกยอดไลน์ ยอดแชร์ แต่การจะทำอะไรก็แล้วแต่ควรมีขอบเขต ไม่ควรสร้างความเสื่อมเสียให้กับคนอื่น อย่างไรก็ดียูทูบเบอร์ที่อัดคลิปเคาะสุสานของอาม่าก็ได้รับผลกรรมจากชาวโซเชียวบ้างแล้ว เพราะเขาทั้งโดนขู่อาฆาต ขู่ทำร้ายมีแต่คนเกลียดชังเขา ซึ่งเขาเข้าใจผลของการทำอะไรแบบไม่คิด ไม่มีสติ ทำไปเพราะความเมาแล้ว ว่ามีผลเสียตามมาแค่ไหน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะเป็นอุทาหรณ์ของกับยูทูบเบอร์คนอื่นๆที่คิดจะทำอะไรพิเรนท์ขอให้คิดก่อนทำจะได้ไม่เสียใจทีหลัง

เหตุการณ์ทหารก่อเหตุยิง

เปิดเหตุผลอะไรคือชนวนที่คนร้ายก่อเหตุกราดยิงที่เมืองย่าโม

  จากกรณีที่มีเหตุการณ์ทหารก่อเหตุยิงผู้บังคับบัญชาของตัวเองและแม่ยายของผู้บังคับบัญชาเสียชีวิต รวมถึงประชาชนอีกหลายคนในจังหวัดนครราชสีมานั้น ทางสำนักข่าวช่องอมรินทร์ ได้มีการลงพื้นที่เพื่อไปตรวจสอบความจริงที่ว่าอะไรคือสาเหตุทีทำให้ทหารคนหนึ่งที่เคยสัญญาเอาไว้ว่าจะมีการรับใช้ประชาชน รับใช้ชาติบ้านเมืองต้อมาก่อเหตุฆ่าประชาชนไปเป็นจำนวนมากได้ กลายเป็นทหารคลั่งที่ใครใครต่างก็พากันหวาดกลัว เมื่อไปสอบถามเกี่ยวกับเพื่อนบ้านของนายทหารคนที่ก่อเหตุ เขาได้เล่าให้นักข่าวฟังว่าปมการก่อเหตุจริงจริงแล้วน่าจะมาจากเรื่องเงินตามที่เคยเป็นข่าว

แต่จำนวนเงินนั้นไม่ใข่แค่ห้าหมื่นบาท เพราะเท่าที่ทราบมาเป็นเงินเกือบห้าแสนบาทด้วยซ้ำไป ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะทหารคนที่ก่อเหตุได้ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งที่ราคาประเมินจากกรมที่ดินอยู่ที่ประมาณ หนึ่งล้านบาท แต่ทหารคนดังกล่าวซื้อมาในราคา หนึ่งล้านห้าแสนบาทและคนร้ายจะต้องได้เงินส่วนต่างของราคาบ้านมาเกือบห้าแสนบาท แต่ทางแม่ยายของผู้พันที่เป็นหัวหน้าของทหารคนที่ก่อเหตุไม่ยอมให้เงินนายทหารคนดังกล่าวโดยอ้างว่ามีการฝากเงินไปให้กับนายหน้าขายที่ดินไปแล้ว

และเมื่อนายทหารคนนั้นมีการไปทวงถามบ่อยบ่อยก็ถูกทางผู้พันที่เป็นหัวหน้าขู่ว่าจะขัง ซึ่งเมื่อนักข่าวได้ไปสอบถามเกี่ยวกับราคาการสร้างบ้านก็พบว่า บ้านหลังดังกล่าวมีแม่ยายของผู้พันที่เป็นหัวหน้าของทหารจ้างให้สร้างในราคาแค่เพียงแสนเดียวเท่านั้นส่วนที่กินก็มีการประเมินราคาแล้วอยู่ที่ 3-4 แสนบาทเท่านั้น

ส่วนที่เหลือก็เป็นราคาของวัสดุที่นำมาสร้างบ้าน ซึ่งก็ไม่น่าจะเยอะมากนัก ซึ่งนายทหารคนที่ก่อเหตุต้องการเงินบางส่วนมาเพื่อเอาเงินไปช่วยแม่ให้นำไปใช้หนี้ที่ ธ.ก.ส. แต่ก็ถูกทางผู้พันและแม่ยายปฏิเสธและขู่จะขังห้องขังทหารตลอด นี่เองอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทหารคนดังกล่าวเกิดความคลุ้มคลั่งและที่สำคัญ นายหน้าคนที่บอกว่ารับเงินไปแล้วนั้น

ก็เอาเงินของทหารคนดังกล่าวไปใช้เที่ยวเล่นหมดแล้ว เมื่อทหารเห็นว่ามีแต่คนรุมรังแกและตนเองไม่มีทางสู้จึงเกิดความต้องการที่จะฆ่าผู้คนเหล่านั้นขึ้นมาซึ่งเขาทำเกินกว่าเหตุมากเกินไปเพราะแทนที่เขาจะฆ่าเฉพาะคนที่เขาต้องการล้างแค้นเท่านั้น แต่เขากลับฆ่าคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยไปอีกหลายคน  แต่อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเหตุมาจากที่หัวหน้าที่มียศสูงกว่าใช้อำนาจหน้าที่รังแกทหารที่มียศน้อยกว่า ซึ่งทางหน่วยงานทหารควรจะต้องออกมารับผิดชอบในเรื่องนี้

กลับมาอีกแล้วสำหรับฝุ่นพีเอ็ม 2.5

กลับมาอีกแล้วสำหรับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 

สภาวะปัญหาของเรื่องฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่พบมากในเขตกรุงเทพและปริมณฑลจากเดิมที่เราปริมาณลงไปเรียบร้อยแล้วตอนนี้กลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกแล้วซึ่งผลจากการวิเคราะห์กันคาดการณ์กันว่าน่าจะเปิดเป็นผลมาจากเรื่องของปัญหาการจราจรโดยทางกรมควบคุมมลพิษได้มีการออกมาแล้วถึงสถานการณ์ตอนนี้เกี่ยวกับฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลว่าทั้งเมื่อวานนี้และวันนี้ พบปริมาณฝนพิธีเอ็ม 2.5 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากจากปกติรถได้รถลงไปแล้วซึ่งมีหลายโซนมากที่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีแดงซึ่งหลายฝ่ายก็ออกมาช่วยกันวิเคราะห์ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร

แล้วก็มองตรงกันว่าน่าจะเกิดจากปัญหาสภาพของการจราจรที่ติดขัดส่งผลให้มีควันจากท่อไอเสียออกมาจากรถยนต์เป็นจำนวนมากและส่งผลให้เกิดเป็นค่าพีเอ็ม 2.5 ขึ้นมาเนื่องจากว่ามีการรายงานจากการจราจรเข้ามาว่ามีหลายเขตพื้นที่ของกรุงเทพและปริมณฑลที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของรถติดทั้งช่วงเช้าและช่วงค่ำมีบางจุดที่รถยนต์มีปริมาณหนาแน่นมากตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงช่วงค่ำเลยทีเดียวซึ่งทำให้มีฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นในอากาศเป็นจำนวนมากแล้วก็มีการสะสมเนื่องจากไม่มีลมที่จะพัดอากาศพิษนี้ไปทักทางอื่นจึงให้เมื่อวานนี้แล้ววันนี้เกิดเป็นคาบฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 เพิ่มขึ้นไปอีกเท่าตัว 

  เราจะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของพีเอ็ม 2.5

มีมานานแล้วแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ลดลงนั่นก็เพราะว่ารัฐบาลมีการประกาศให้โรงเรียนหยุดเรียนหลังจากนั้นค่าฝุ่นก็หยุดลงรวมถึงเกิดมีลมพัดแรงที่สามารถพัดพาเอาฝุ่นละอองปลิวไปในอากาศได้แต่พอกลับมาให้นักเรียนมาเปิดเรียนตามปกติถ้าฝนตอนนี้ก็กลับมาเหมือนเดิมดังนั้นการที่รัฐบาลออกมาบอกให้โรงเรียนหยุดเรียนเป็นบางครั้งจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องนักควรจะมีการใส่ใจละเอียดเจาะลึกลงไปให้มากกว่านี้และควรมีมาตรการที่ดีกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพของฝุ่นพิษในอากาศก่อนที่คนไทยทุกคนทั้งประเทศจะเป็นโรคปอดกันทั้งเมืองเราคงต้องมาดูกันต่อไปว่านายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาถ้าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 นี้ได้อย่างไรบ้าง

เพราะปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆอีกต่อไปแล้วเนื่องจากปัจจุบันมีคนไทยหลายคนที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของระบบทางเดินหายใจหันไปทางไหนก็มีแต่ฝุ่นละอองเต็มไปหมด  ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ยากมากอย่างยิ่งรวมถึงเจลล้างมือเพื่อทำความสะอาดด้วยดังนั้นรัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

ข่าวที่น่าสนใจ

ข่าวที่น่าสนใจวันนี้เสนอเกี่ยวกับเรื่องควันไฟไหม้ป่าออสเตรเลียลอยขึ้นสู่สตราโทสเฟีย

คงจะไม่มีใครไม่ทราบถึงข่าวที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง ข่าวไฟไหม้ป่าที่ออสเตรเลียอย่างแน่นอน เป็นเหตุให้เกิดปัญหาต่างๆตามทั้งความสูญเสียของผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนั้น และอาคารบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ และเมื่อไม่กี่วันมานี้ทาง NASA หรือ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่ง สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาแจ้งว่า กลุ่มควันจากเหตุการณ์ไฟป่าในประเทศออสเตรเลียที่ได้ทำการสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 3 เดือน กลุ่มควันเหล่านี้ได้ลอยขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ควันจากไฟป่านี้จะเคลื่อนตัวและแพร่กระจายไปทั่วโลกและจะถูกหมุนวนกลับมายังสถานที่ที่มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างประเทศออสเตรเลียนั้นเอง ตามรายงานของสำนักข่าว Newsweek เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2020 หากนับตั้งแต่เดือนกันยายนของปี 2019 เหตุการณ์พื้นที่ไฟป่าหลายล้านไร่ในประเทศออสเตรเลียนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 28 คน ทำลายบ้านเรือนไปแล้วมากกว่า 2,000 หลัง และทำลายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในป่าไปมากกว่า 1 พันล้านตัว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ออกมากล่าวว่า สภาพที่ร้อนและแห้งจะนำไปสู่การก่อตัวของเหตุการณ์ไพโรคิวมูโลนิมบัสจำนวนมาก

ถือว่าเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่มีสาเหตุมาจากการการเดไฟไหม้

โดยที่ผ่านมานั้น ไมเคิล ฟรอมม์ เป็นนักอุตุนิยมวิทยา รวมถึงการเป็นเพื่อนร่วมงานจาก ห้องปฏิบัติการวิจัยทางทะเลของสหรัฐอเมริกา ก็ได้ทำการตรวจพบพายุที่มีสาเหตุมาจากไฟป่าได้มากกว่า 20 ครั้งแล้วในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม 2019 และในสัปดาห์แรงของปี 2020 กลุ่มเมฆไพโรคิวมูโลนิมบัสนั้นจะยิ่งเป็นตัวช่วยให้ควันแพร่กกระจายไปทั่วทั้งโลก

โดยเริ่มต้นที่ระดับความสูงที่ 10 กิโลเมตร (ซึ่งเป็นความสูงที่อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร) และทั่งนี้นั้นยังมีกลุ่มควันบางส่วนได้ถูกเมฆไพโรคิวมูโลนิมบัสผลักเข้าสู่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์เหนือออสเตรเลียในระดับความสูงที่ 14-20 กิโลเมตร ซึ่งถ้าหากกลุ่มควันนี้อยู่ในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียแล้ว มันจะเกาะกลุ่มอยู่บนนั้นจนเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกินเวลาไปอีกหลายเดือน และมันจะทำการเดินทางไปไกลนับเป็นหมื่นๆกิโลเมตรนับตั้งแต่จากแหล่งกำเนิดกลุ่มควันเหล่านี้

ซึ่งจะทำให้ส่งกระทบอย่างแน่นอนต่อสภาพบรรยากาศของทั่วโลก เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างจากชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศออสเตรเลียมากถึง 4,000 กิโลเมตร แต่ก็เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากควันไฟในเหตุการณ์ครั้งนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยคือ หิมะบนยอดเขาที่เปลี่ยนเป็นสีดำ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยเรานั้นยังต้องตรวจสอบถึงปัญหานี้อีกครั้ง เพราะในตอนนี้แล้วในประเทศไทยอีกก็มีปัญหาของเรื่องฝุ่นPM2.5ที่เป็นพิษต่อคนประเทศอยู่เช่นเดียว ฉะนั้นแล้วเราก็ต้องเตรียมรับมือจากเหตุการณ์นี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ข่าวนัทโอนไวที่มาแรงในตอนนี้

ข่าวนัทโอนไว

           คงยังจำกันได้ถึงผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อนัท ซึ่งครั้งแรกที่นัทเป็นข่าวเนื่องจาก นัทได้เข้าแจ้งว่าความถูกสาวสวยหลอกทักแชตมาทางเฟสบุ๊คแล้วขอยืมเงิน ซึ่งฝ่ายหญิงที่แชตมาขอยืมเงินในละรายที่นัทได้ทำการโอนให้ไปนั้นมีการพูดคุยกับนัทแค่ไม่กี่วัน แต่พอฝ่ายหญิงบอกว่าเดือนร้อนขอยืมเงินไปใช้ก่อน นายนัทก็ไม่เคยลังเลที่จะโอนเงินให้ฝ่ายหญิงเลยทั้งที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันมาก่อน เห็นเพียงแค่รูปเท่านั้น

ซึ่งต่อมานักข่าวได้มีการตั้งฉายาให้นัท ว่านัทโอนไว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีผู้หญิงหน้าตาดีทั้งเฟสมาขอเป็นเพื่อนและคุยกันได้ไม่กี่วันหากฝ่ายหญิงเอ่ยปากบอกไม่มีเงิน นัทก็จะโอนเงินให้ทุกครั้งซึ่งบางครั้งโอนหลักหมื่น หรือบางรายโอนหลักแสนก็มี และในครั้งล่าสุดนัทก็เจอเหตุการณ์เหมือนเดิม แต่นัทโอนไวก็ยังโอนเงินไวสมชื่อ

ซึ่งเมื่อวานนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมหญิงสาวรายหนึ่งมาได้ โดยหญิงสาวดังกล่าวรับสารภาพว่า ได้หลอกแชตไปคุยกับนัทจริง เพราะต้องการอยากรู้ว่านัท จะโอนเงินให้ไว เหมือนฉายาที่มีในข่าวหรือไม่ ซึ่งจากที่ลองทำดูพบว่า นัทโอนเงินให้ไวจริง ซึ่งเงินดังกล่าวหญิงสาวได้นำไปซื้อของใช้หมดแล้ว 

จากข่าวที่เกิดขึ้นของนัทโอนไว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นัทถูกหญิงสาวหลอกให้โอนเงินให้

โดยหากหญิงสาวคนไหนส่งรูปหน้าตาสวยๆ นมโตๆไปคุยด้วย นัทก็พร้อมจะรับเป็นเพื่อนและคุยด้วยเสมอโดยไม่ได้สนใจเลยว่าเคยโดนหลอกแบบนี้มาแล้วกี่ครั้ง ซึ่งหากจะดูจากพฤติกรรมของนัทนั้น นัทดูและเป็นคนที่เชื่อและไว้ใจคนอื่นมากเกินไปทำให้ถูกหลอกได้ง่าย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำเพื่อไม่ให้นัทถูกหลอกได้อีก พ่อกับแม่ของนัทต้องคอยควบคุมการเงินของนัทอย่าให้มีเงินติดตัวมากเกินไป

รวมถึงหากมือถือของนัทมี Application ของธนาคารอยู่ก็ควรลบออกทันที เพราะหากมี app นัทก็จะมีการโอนเงินให้คนอื่นได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ถ้าหากไม่มี app ระหว่างที่จะไปโอนที่ธนาคาร นัทอาจจะคิดได้ระหว่างทางก็ได้ว่าไม่ควรโอนเงินให้คนแปลกหน้า

          สำหรับข่าวที่เกิดขึ้นนี้หวังว่าจะเป็นกรณีศึกษาของใครหลายๆคนว่าอย่าไว้ใจรูปถ่ายจากโซเชียวมากนัก เพราะส่วนใหญ่เมื่อเจ้าหน้าที่ตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาได้แล้วรูปใน Profile กับตัวจริงมักจะไม่ค่อยตรงปก และควรมีการคิดให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะโอนเงินไปช่วยเหลือใครจะได้ไม่ถูกมิจฉาชีพหลอกเอาได้

ข่าวคนไข้ลูกเทพหยิบกรรไกรจะมาแทงหมอ

ตามปกติ แต่ระหว่างที่รักษาคนไข้รายนี้มีการโวยวายต่อว่าหมอเสียงดังตลอดเวลาว่าหมอรักษาช้า ทางคุณหมอจึงได้แจ้งกับทางผู้บริหารและมีการส่ง รปภ. รักษาการใกล้ 

แต่ระหว่างที่หมอกำลังเดินผ่านผู้ป่วยรายนี้นั้นผู้ป่วยก็ลุกขึ้นมาล็อกคอหมอแล้วใช้กรรไกรจะแทงที่คอของหมอ โดยบอกว่ารักษาช้า งั้นก็ตายไปด้วยกัน

ซึ่งคุณหมอพยายามป้องกันด้วยการเอาแฟ้มที่ถืออยู่ในมือกันเอาไว้ โดยคนไข้พยายามที่จะแทงหมอถึงสองครั้งแต่โม่โดน จนมีคนอื่นเข้ามาช่วยไว้ได้ทันและจับตัวคนไข้หลายดังกล่าวเอาไว้ ซึ่งญาติของคนป่วยก็เข้ามาปลอบคนป่วยจึงสงบลง และญาติก็ได้มาขอโทษหมอแล้ว หลังจากนั้นทางโรงพยาบาลได้ให้หมอทางจิตเวชเข้ามาพูดคุยกับคนป่วย พบว่าคนป่วยไม่ได้มีอาการทางจิตใดๆ

ทั้งนี้คุณหมอที่เป็นเหยื่อของคนไข้แจ้งว่า ทำงานมานานหลายปีไม่เจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน

ซึ่งการรักษาคนป่วยจะมีการเรียงลำดับของอาการโดยจะต้องรักษาคนที่ป่วยหนักก่อนแล้วค่อยมาระดับกลางและระดับธรรมดา ซึ่งคนป่วยรายนี้คุณหมอเคยรักษามาแล้ว 2 ครั้งซึ่งทุกครั้งก็ปกติ แต่คนไข้มักจะบ่นเรื่องที่ตนเองเป็นโรคภูมิตลอด คุณหมอยังบอกอีกด้วยว่าตอนนี้ได้ไปแจ้งความกับตำรวจเรียบร้อยแล้ว โดยนำหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิดในโรงพยาบาลไปยื่นพร้อมกันนี้คุณหมอยังมีพยานอยู่ในที่เกิดเหตุมากมาย 

           ทั้งนี้จากการสอบถามคนไข้คนอื่นๆในโรงพยาบาลพบว่าคนไข้รายดังกล่าว มักชอบพูดกับคนอื่นว่าตอนเองเป็นลูกของเทพ และเวลาคุยคนอื่นๆก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ซึ่งคนป่วยรายดังกล่าวก็บอกว่าเป็นภาษของเทพคนธรรมดาถึงฟังไม่รู้เรื่อง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลในหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้หมอและพยาบาลอาจจะรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย

          เพราะบ่อยครั้งญาติผู้ป่วยหรือแม้แต่ผู้ป่วยเองก็พากันต่อว่าหมอและพยาบาลที่รักษาช้า หรือแม้แต่เข้าไปชกต่อยกันในโรงพยาบาลสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก อันที่จริงโรงพยาบาลควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่ทำไมสังคมไทยปัจจุบันกลับกลายเป็นว่าตอนนี้โรงพยาบาลกลายเป็นสถานที่ที่อาจไม่ปลอดภัยไปแล้ว แล้วแบบนี้จะมีใครที่อยากจะมาคอยรักษาคนไข้กันล่ะในเมื่ออาจจะถูกคนไข้ฆ่าได้เมื่อไหร่ก็ได้แบบนี้